
ขายหลายช่องทางพร้อมกัน เราตอบได้ชัดๆ ไหมว่าช่องทางไหนคุ้มจริง
Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเว็บตัวเอง ถ้ามีงบการตลาดอยู่ก้อนเดียว เราจะเลือกทุ่มจากอะไร
ที่น่ากลัวคือ ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ชัด เราก็แค่กำลังเดาอยู่ครับ เดาผิด = เสียเงินจริง จากงบที่มีจำกัดอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ Project One ช่วยหลายๆธุรกิจแก้ปัญหานี้ (เราทำ Dashboard ที่ช่วยเจ้าของธุรกิจและแบรนด์ออนไลน์เห็นข้อมูลหลังบ้านทุกช่องทางในที่เดียว) เพราะเห็นว่าแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดข้อมูล แค่ข้อมูลมันกระจายอยู่คนละที่ – ยอดขาย ลูกค้า แคมเปญ ค่าธรรมเนียม อยู่คนละหน้าจอ พอต้องตัดสินใจจริง เราก็เลยเหลือแค่ความรู้สึกไว้ใช้
สรุปสั้นๆ ก่อนลงรายละเอียด
- ต้องเทียบ 4 อย่างคู่กันเสมอ คือ กำไรสุทธิ, Conversion Rate, สินค้าที่คุ้มในแต่ละช่อง, พฤติกรรมซื้อซ้ำ – ไม่ใช่ดูยอดขายอย่างเดียว
- ยอดขายช่องไหนสูง ไม่ได้แปลว่าช่องนั้นคุ้มกว่า เพราะค่าธรรมเนียมแต่ละแพลตฟอร์มหักไม่เท่ากัน
- เริ่มได้เลยด้วยการดึงยอดขาย + ค่าธรรมเนียมของสินค้าตัวเดียวกันจากทุกช่องทางมาวางเทียบกัน ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที
ยอดขายช่องไหนสูง ไม่ได้แปลว่าช่องนั้นคุ้มกว่า จริงไหม?
จริงครับ – อย่างน้อยก็ไม่เสมอไป เพราะยอดขายบอกแค่ว่า “มีคนซื้อ” ไม่ได้บอกว่า “เราเหลือเงินเท่าไหร่” หลังหักค่าใช้จ่ายของแต่ละช่องทาง
ลองคิดดูว่าสินค้าชิ้นเดียวกัน ขาย 1,000 บาทเท่ากันทุกช่องทาง TikTok Shop อาจปิดการขายไวมาก เพราะคนดูคลิปแล้วกดซื้อในวินาทีเดียวกัน แต่ค่าธรรมเนียมของ TikTok Shop มีทั้ง Commission 6.42-9.63%, Transaction Fee 3.21%, Growth Fee สูงสุด ฿199 ต่อชิ้น และถ้าใช้ Affiliate ยังมีค่าคอมอีกชั้น (khummai.com, 2026) มาร์จิ้นที่เหลือเลยอาจบางมากกก
Shopee อาจมีออเดอร์เยอะเพราะแคมเปญเลขเบิ้ลกับ Flash Sale แต่ Commission 7.49-14.98% บวก Transaction Fee 3.21% ก็หักไปไม่น้อย (flowaccount.com, 2026) ส่วน Lazada อาจออเดอร์น้อยกว่า แต่ Commission 5-11.6% เบากว่า แม้จะมีค่าแคมเปญพิเศษอย่าง LazCoins หรือ Free Shipping เพิ่มอีก 4-5% ก็ตาม
ตัวเลขค่าธรรมเนียมพวกนี้เปลี่ยนได้เรื่อยๆ ตามช่วงเวลา (ข้างต้นคือข้อมูล ณ ปี 2026) แต่แนวคิดหลักไม่เปลี่ยน – แต่ละช่องทางหักไม่เท่ากัน ฉะนั้นสิ่งที่ควรวัดจริงๆ คือกำไรสุทธิหลังหักต้นทุนของแต่ละช่องทาง ไม่ใช่ยอดขายเฉยๆ นั่นแหละครับ
แล้วควรเทียบอะไรบ้าง ถึงจะเห็นว่าช่องไหนคุ้มจริง?
อย่างน้อยต้องดู 4 อย่างข้างกันเสมอ ไม่ใช่ดูทีละตัวแบบแยกส่วน
- กำไรสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม : เพราะยอดเท่ากัน แต่เงินเหลือไม่เท่ากัน อันนี้คือตัวหลักที่คุยไปในหัวข้อก่อนหน้า
- Conversion Rate ของแต่ละช่อง (อัตราที่คนดูเปลี่ยนเป็นคนซื้อ) : บอกว่าคนที่เข้ามาในช่องนั้นเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงได้ดีแค่ไหน ข้อมูลจากตลาด SEA พบว่า TikTok Shop มี Conversion Rate เฉลี่ยประมาณ 6.8% ซึ่งสูงเพราะ funnel สั้น ดูคลิปแล้วซื้อในหน้าเดียวกันเลย แต่ delivery ช้ากว่า Shopee ถึง 77% (demeterict.com, 2024-2025) – ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของภูมิภาค SEA ไม่ใช่ตัวเลขเฉพาะร้านค้าไทย ต้องเอามาเทียบกับ Conversion จริงของร้านเราอีกที
- สินค้าตัวไหนคุ้มในแต่ละช่องทาง : บางช่องเหมาะกับตัวดันยอด บางช่องเหมาะกับตัวทำกำไร สินค้าตัวเดียวกันอาจขายดีบน TikTok แต่กำไรบางกว่าถ้าต้องพึ่ง Affiliate หรือ Growth Fee
- พฤติกรรมซื้อซ้ำ / คุณภาพลูกค้า : ออเดอร์แรกอาจมาจากโปรโมชั่น แต่กำไรจริงมักอยู่ที่การกลับมาซื้อซ้ำ ช่องที่ลูกค้าตั้งใจซื้อมากกว่าอาจให้ margin ระยะยาวดีกว่าช่องที่ยอดพุ่งแค่ช่วงแคมเปญ
ลองคำนวณตัวอย่างจำลองดู
สมมติว่าเรามีสินค้าตัวหนึ่งขาย 500 บาทเท่ากันทั้ง 3 ช่องทาง
ถ้าขายบน TikTok Shop แล้วใช้ Affiliate Creator ช่วยดันยอด (สมมติค่าคอม 15%) บวก Growth Fee อีกราว 8% และ Transaction Fee 3.21% รวมแล้วหักไปเกือบ 27% ก่อนจะหักต้นทุนสินค้าด้วยซ้ำ ในขณะที่ Lazada ที่ยอดอาจน้อยกว่า แต่ไม่ต้องพึ่ง Affiliate ก็อาจเหลือ margin สุทธิสูงกว่า
ตัวเลขนี้เป็นแค่สถานการณ์สมมตินะครับ ไม่ได้แปลว่า Lazada ดีกว่า TikTok หรือ Shopee เสมอไป สินค้าคนละตัว ช่วงเวลาคนละแบบ ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนได้อีก สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือเปอร์เซ็นต์หักที่ต่างกันแค่ไม่กี่ % ก็เปลี่ยนกำไรสุทธิได้เยอะกว่าที่คิด และเรารู้เรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อเอาทุกช่องทางมาวางเทียบกันจริงๆ เนี่ยแหละ
เริ่มเทียบได้เลยใน 30 นาที ถ้ายังไม่มีระบบ
ไม่ต้องรอมีระบบใหญ่ก่อนก็เริ่มได้ครับ วิธีที่แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้อยู่ตอนนี้มี 3 แบบ แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง
ถ้า export รายงานจากแต่ละ Seller Center มาใส่ Excel หรือ Google Sheet เอง ข้อดีคือไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ต้องทำซ้ำทุกสัปดาห์ format แต่ละแพลตฟอร์มก็ไม่เหมือนกัน เสียเวลา clean data พอสมควร ถ้าลองใช้ AI ช่วยสรุปต่อจากไฟล์ที่ export มา ก็ช่วยประหยัดเวลาวิเคราะห์ได้เยอะ แค่ยังต้อง export มาก่อนอยู่ดี และข้อมูลจะไม่อัปเดตแบบเรียลไทม์ (แม่นไม่แม่นว่ากันอีกเรื่อง)
เริ่มง่ายๆ ก่อนก็ได้ครับ ดึงยอดขาย 30 วันย้อนหลัง กับค่าธรรมเนียมโดยประมาณของสินค้าตัวเดียวกัน จากทุกช่องทางที่ขายอยู่ มาวางในตารางเดียว แค่นี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่าช่องไหนเหลือเงินจริงมากกว่ากัน ถ้าวิธีนี้เวิร์คแล้วอยากได้ภาพที่อัปเดตตลอดเวลาโดยไม่ต้องมานั่งดึงเอง ค่อยขยับไปทำ Dashboard ที่ดึงข้อมูลทุกช่องทางมารวมกันอัตโนมัติทีหลังก็ได้
แต่ไม่มีช่องทางไหนชนะทุกเกม
รู้เกณฑ์เทียบเป็นเรื่องนึง แต่ตอนตัดสินใจจริงคนมักเทงบให้ช่องที่ “เสียงดังที่สุด” ไม่ใช่ช่องที่คุ้มที่สุด
บางช่องเหมาะปั้นยอด ทดสอบตลาด บางช่องเหมาะเก็บกำไร บางช่องเหมาะรักษาลูกค้าเก่า ไม่มีช่องทางไหนชนะทุกด้าน มีแต่ช่องทางที่เหมาะกับโจทย์ของธุรกิจเรามากกว่าช่องอื่น ณ ช่วงเวลานั้นๆ (ซึ่งอาจเปลี่ยนได้ตามฤดูกาลหรือแคมเปญของแต่ละแพลตฟอร์มด้วย)
เจ้าของธุรกิจและแบรนด์ออนไลน์ที่วางงบเก่ง ไม่ใช่คนที่ขายได้หลายช่องทางที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าช่องทางไหนคุ้มจริงสำหรับธุรกิจตัวเอง เอาเป็นว่าก่อนเพิ่มงบรอบหน้า ลองถามตัวเองดูว่า – กำลังจะเทงบเพิ่มให้ช่องนี้… เพราะมันคุ้มจริง หรือเพราะมันแค่เสียงดังที่สุดกันแน่
ขอบคุณมากๆครับ 💪



